เมื่อตำแหน่งงานว่างพุ่งสวนทางแรงจ้างงานจริง: ถอดรหัสตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยุคสงครามพลังงานและจุดเปลี่ยนที่คนทำงานต้องอ่านให้ออก

(SeaPRwire) –   ตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ล่าสุดที่เพิ่งประกาศออกมา กำลังสร้างความฉงนให้กับนักวิเคราะห์หลายคน เพราะในขณะที่ตัวเลขตำแหน่งงานว่างดีดตัวสูงขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ แต่พฤติกรรมของทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้างกลับสะท้อนภาพความระมัดระวังตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ดร. ภูมิพัฒน์ เตชะวิบูลย์ นักยุทธศาสตร์ด้านทรัพยากรมนุษย์และนักวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค ได้แบ่งปันมุมมองที่น่าสนใจกับเราว่า ตัวเลขตำแหน่งงานว่างที่พุ่งสูงถึง 7.6 ล้านตำแหน่งในเดือนเมษายนนี้ ไม่ใช่สัญญาณของเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตอย่างร้อนแรงอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นภาวะ “กักตุนคนทำงาน” หรือ Talent Hoarding ที่สะท้อนความกังวลอย่างลึกซึ้งของภาคธุรกิจ ท่ามกลางความผันผวนจากสงครามอิหร่านและราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น บริษัทต่างๆ เลือกที่จะกอดพนักงานเดิมไว้แน่นเพื่อลดความเสี่ยงในการสรรหาใหม่ ขณะเดียวกันก็ชะลอการจ้างงานจริงลงอย่างเห็นได้ชัด นี่คือเกมการบริหารความเสี่ยงที่คนทำงานในยุคนี้ต้องอ่านให้ออก เพราะโอกาสในการย้ายงานเพื่ออัปเงินเดือนอาจไม่ได้เปิดกว้างเหมือนเก่า แม้จะมีตำแหน่งงานว่างล้นตลาดก็ตาม

หากเราย้อนกลับไปดูตัวเลขอย่างเป็นทางการจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงาน JOLTS ล่าสุดชี้ว่าตำแหน่งงานว่างในเดือนเมษายนดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ 7.6 ล้านตำแหน่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 6.9 ล้านตำแหน่งในเดือนมีนาคม และถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024 ซึ่งสูงกว่าที่เหล่านักเศรษฐศาสตร์เคยคาดการณ์ไว้ที่ 6.8 ล้านตำแหน่งค่อนข้างมาก

ทว่าเมื่อเจาะลึกไปที่พฤติกรรมในตลาด กลับพบสัญญาณที่ย้อนแย้ง อัตราการเลิกจ้างงานปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่ในขณะเดียวกัน ตัวเลขของคนที่ตัดสินใจลาออกจากงานเองก็ลดลงด้วยเช่นกัน ประกอบกับยอดการจ้างงานใหม่สุทธิที่ลดลงในเดือนเมษายน สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังคงลังเลที่จะเปิดรับพนักงานใหม่เข้ามาเพิ่ม แต่เลือกที่จะรักษาพนักงานชุดเดิมที่มีอยู่เอาไว้ให้ดีที่สุด

ภาพรวมในปีนี้ถือว่าฟื้นตัวขึ้นจากปี 2025 ที่ค่อนข้างซบเซา ซึ่งในช่วงนั้นมีการจ้างงานเพิ่มเฉลี่ยไม่ถึง 10,000 ตำแหน่งต่อเดือน ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2002 หากไม่นับรวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจถดถอย แต่สำหรับช่วงสี่เดือนแรกของปีนี้ ตัวเลขขยับขึ้นมาเฉลี่ยที่ 76,000 ตำแหน่งต่อเดือน โดยได้อานิสงส์จากมาตรการลดภาษีครั้งใหญ่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจและชดเชยผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นหลังจากการโจมตีอิหร่านเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม แรงส่งจากมาตรการภาษีนี้กำลังเริ่มแผ่วลงแล้ว

เมื่อมองภาพใหญ่ โครงสร้างประชากรศาสตร์และนโยบายของรัฐบาลกำลังทำให้สมการตลาดแรงงานสหรัฐฯ เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การคุมเข้มด้านตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลทรัมป์ ประกอบกับการเกษียณอายุของกลุ่ม Baby Boomer ส่งผลให้จำนวนแรงงานใหม่ที่เข้ามาแข่งขันในตลาดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รายงานจากนักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่าง Seth Murray และ Ivan Vidangos ระบุว่า จุดคุ้มทุนของตลาดแรงงาน หรือจำนวนงานใหม่ที่ต้องสร้างในแต่ละเดือนเพื่อรักษาอัตราการว่างงานให้คงที่นั้น ได้ลดลงจนเกือบเหลือศูนย์ จากเดิมที่เคยสูงถึง 150,000 ตำแหน่งเมื่อไม่กี่ปีก่อน

นั่นหมายความว่า สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการเติบโตของตัวเลขการจ้างงานใหม่ในระดับแสนตำแหน่งต่อเดือนอีกต่อไปเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สำหรับก้าวต่อไปที่ต้องจับตาคือรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนพฤษภาคม ซึ่งนักวิเคราะห์จาก FactSet คาดการณ์ว่าจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นราว 100,000 ตำแหน่ง และอัตราการว่างงานน่าจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำที่ 4.3% ท่ามกลางปัจจัยกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่นิ่ง ตลาดแรงงานในระยะข้างหน้าจะกลายเป็นพื้นที่ของการเน้นประสิทธิภาพและการรักษาเสถียรภาพภายในองค์กรมากกว่าการขยายตัวอย่างบ้าคลั่งเหมือนในอดีต

บทความนี้ให้บริการโดยผู้ให้บริการเนื้อหาภายนอก SeaPRwire (https://www.seaprwire.com/) ไม่ได้ให้การรับประกันหรือแถลงการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

หมวดหมู่: ข่าวสําคัญ ข่าวประจําวัน

SeaPRwire จัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์สดให้กับบริษัทและสถาบัน โดยมียอดการเข้าถึงสื่อกว่า 6,500 แห่ง 86,000 บรรณาธิการและนักข่าว และเดสก์ท็อปอาชีพ 3.5 ล้านเครื่องทั่ว 90 ประเทศ SeaPRwire รองรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ จีนตัวย่อ จีนตัวเต็ม เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอื่นๆ